Vichakan.net - เผยแพร่ผลงานวิชาการ

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎี การสร้างความรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (๗E) เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง พันธะเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ผู้วิจัย ชิดศุภางค์ ลำพาย

ปีการศึกษา 2567

วันที่เผยแพร่ 9 กรกฎาคม 2568

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

 

  ในการพัฒนาครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อ  1)  ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  รายวิชาเคมี   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  2)  สร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  (E)  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง พันธะเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  3)  ศึกษาผลการใช้รูปแบบ       ที่พัฒนาขึ้น  ดังนี้  3.1)  หาประสิทธิภาพของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 3.2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบ             ที่พัฒนาขึ้น  3.3)  เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยรูปแบบ     ที่พัฒนาขึ้น  3.4)  เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน     ด้วยรูปแบบที่พัฒนาขึ้น  4)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (7E)  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง  พันธะเคมี  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  การวิจัยแบ่งเป็น  4  ระยะ  ระยะที่  1  กลุ่มเป้าหมายคือ  ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  จำนวน  คน  และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  จำนวน 12  คน  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แบบสัมภาษณ์  ระยะที่  2  กลุ่มผู้ให้ข้อมูล  ผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน  คน  เครื่องมือ ที่ใช้ได้แก่  แบบประเมินรูปแบบ  ระยะที่  กลุ่มตัวอย่าง  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4/2  จำนวน 16  คน  โรงเรียนหนองโพธิ์วิทยาคม  ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2567  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน  12  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   มีค่า  (IOC)  ตั้งแต่  0.80 - 1.00  มีค่าความยากง่าย  (p)  มีค่าตั้งแต่  0.33 - 0.72  มีค่าอำนาจจำแนก  (B) ตั้งแต่  0.22 - 0.77  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.91  แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา  มีค่า  IOC  ตั้งแต่  0.80 - 1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.8แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์  มีค่า  IOC  ตั้งแต่ 0.80 - 1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.8และ  ระยะที่  4 กลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 16 คน  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แบบสอบถามความพึงพอใจ  มีค่า  (IOC)  ตั้งแต่  0.80 - 1.00  มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ  (rxy)  ตั้งแต่  0.22 - 0.81  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.90  สถิติที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ    การทดสอบ  t-test  (Dependent  Sample)

           ผลการวิจัยพบว่า

              1.  สภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนารูปแบบ  ครูผู้สอนมีวิธีการสอนที่ไม่หลากหลาย  สอนแบบบรรยาย  ไม่เน้นการฝึกปฏิบัติ  เน้นการท่องจำมากกว่าการปฏิบัติจริง  นักเรียน      ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์  ตั้งสมมติฐาน  หรือออกแบบการทดลองได้อย่างมีระบบ  ซึ่งเป็นทักษะสำคัญตามเป้าหมายหลักของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ขาดกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนคิด  วิเคราะห์         ตั้งคำถาม  หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ควรส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญโดยการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง  ควรมีการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม  การพัฒนารูปแบบการจัด  การเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง  ผสานกับกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (7E)  ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถตั้งคำถาม  ทดลอง  ค้นพบ  และสรุปความรู้ด้วยตนเอง  เพื่อยกระดับ    มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

              2.  ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับ         การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  (7E)  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์              ทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง  พันธะเคมี  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  (PIPELA Model)   มี  6  องค์ประกอบ  คือ  (1)  หลักการ  (2)  วัตถุประสงค์  (3)  กระบวนการจัดการเรียนรู้  (4)  ระบบสังคม  (5)  หลักการตอบสนอง  และ  (6)  สิ่งสนับสนุน  มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้  5  ขั้นตอน  คือ   ขั้นที่  1  ขั้นเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้  (Preparing : P)  ขั้นที่  2  การแสวงหาความรู้ใหม่  (Interaction : I)  ขั้นที่  3  ฝึกทักษะและการนำไปใช้  (Practice and  applying : P)  ขั้นที่  4  แลกเปลี่ยนความรู้ (Exchanging Knowledge)  ขั้นที่  5  ขั้นสรุปบทเรียน  (Lesson Summary : L)         ขั้นที่  6  ขั้นนำความรู้ไปใช้  (Apply knowledge)  และผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ  มีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมาก  (= 4.43

             3.  ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบ           สืบเสาะหาความรู้  (7E)  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง  พันธะเคมี  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่พัฒนาขึ้น  พบว่า  1)  รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  (E1/E2)  เท่ากับ  84.90/84.08  ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้  2)  นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  3) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  4)  นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น  มีมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

                  4.  ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  (7E)  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง  พันธะเคมี  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก