Vichakan.net - เผยแพร่ผลงานวิชาการ

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านกีฬาของโรงเรียนนาทวีวิทยาคม

ผู้วิจัย วิรัช ชูสิน

ปีการศึกษา 2567

วันที่เผยแพร่ 8 กรกฎาคม 2568

บทคัดย่อ

บทคัดย่อ

 

        การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านกีฬาของโรงเรียนนาทวีวิทยาคม เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนา 2) พัฒนารูปแบบ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 7 คน ครูและบุคลากรทางการกีฬา 40 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 14 คน ผู้ปกครองนักเรียน 323 คน และนักเรียน 323 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการจำเป็น แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการถอดบทเรียนและประสบการณ์ แบบประเมินผลการพัฒนาครูและบุคลากรทางการกีฬา แบบประเมินความสอดคล้องและเหมาะสม แบบประเมินผลการทดลองใช้ แบบบันทึกผลการใช้ แบบประเมินสมรรถนะครูและบุคลากรทางการกีฬา แบบประเมินความเป็นเลิศด้านกีฬา แบบประเมินและปรับปรุงคุณภาพ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกการถอดบทเรียนความสำเร็จ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

        ผลการวิจัย พบว่า

1.    ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการกีฬา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียน และ

ผู้ปกครองมีความต้องการในการพัฒนารูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D.= 0.56) โอกาสและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการสานฝันด้านกีฬาให้ประสบความสำเร็จ คือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน มีการจ้างอดีตนักกีฬาทีมชาติหรือผู้ฝึกสอนที่มีใบรับรองระดับสูงมาเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ฝึกสอนประจำ จัดทำแผนพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพสำหรับบุคลากรทางการกีฬา ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค คือ โครงการยังไม่สามารถช่วยสร้างอาชีพและสร้างรายได้จริง และการจัดการเรียนรู้ไม่สัมพันธ์กับหลักสูตรสถานศึกษา ข้อค้นพบสำคัญ คือ ต้องมีการพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และเทคโนโลยีการกีฬา

2.    ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ ได้ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) เป้าหมายสู่

ความสำเร็จ และ 3) วงจรบริหารจัดการ NSME 4 วงจรหลัก คือ (1) วิเคราะห์ความเป็นนาทวี (2) จัดกิจกรรมสานฝันด้านกีฬา (3) จัดการทรัพยากรรอบด้าน และ (4) มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ และรูปแบบการบริหารจัดการมีความสอดคล้องและเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.46, S.D.= 0.63)

3.    ผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการ

3.1   ผลการทดลองใช้รูปแบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.26, S.D.= 0.73) โดยวงจร

ที่ 1 ครูและบุคลากรทางการกีฬาได้ระบุความต้องการและวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของโรงเรียนและตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่เป็นไปได้สำหรับการพัฒนากีฬา วงจรที่ 2 มีการจัดกิจกรรมจุดประกายความฝันให้กับนักเรียน วงจรที่ 3 ครูและบุคลากรทางการกีฬามีส่วนร่วมในการเสนอแนะการจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับความต้องการด้านกีฬา และวงจรที่ 4 ครูและบุคลากรทางการกีฬาแสดงภาวะผู้นำในการสร้างพลังและแรงบันดาลใจให้กับทีมและนักกีฬา มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและทีมสู่มาตรฐานความเป็นเลิศ

           3.2 ครูและบุคลากรทางการกีฬามีสมรรถนะ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การวางแผนและบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 2) การพัฒนาทรัพยากรบุคคล 3) การพัฒนาผู้เรียน 4) การจัดการทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก และ 5) การสร้างความร่วมมือและเครือข่าย โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.14, S.D. = 0.76) รวมทั้งมีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ตั้งเป้าหมาย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สามารถถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาเครือข่ายวิชาชีพ วิเคราะห์ความสามารถของผู้เรียน ดูแลรักษาอุปกรณ์ และจัดการด้านความปลอดภัย มีการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา และสื่อสารประชาสัมพันธ์

           3.3 ผู้เรียนมีความเป็นเลิศด้านกีฬา โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 3.88, S.D. = 0.89) ซึ่งด้านคุณธรรมและจริยธรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด  

4.    ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบ

           4.1 คุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.55, S.D. = 0.59)

           4.2 ครูและบุคลากรทางการกีฬา และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.54, S.D. = 0.60)

           4.3 บทเรียนความสำเร็จในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) การบริหารจัดการ 2) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการกีฬา 3) การพัฒนาผู้เรียน 4) การสร้างโอกาสและความยั่งยืน และ 5) การประเมินผล